วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552





สุริยุปราคาเต็มดวง 4 สมัย ในประเทศไทย
สุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่สำคัญมีอยู่ 4 ครั้งด้วยกัน คือ เมื่อ พ.ศ. 2411 พ.ศ. 2418 พ.ศ. 2472 และ พ.ศ. 2498 ตามลำดับ การค้นพบเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้น ในสมัยต่างๆ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจขึ้นในหมู่คนไทย และยังเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของการศึกษาสุริยุปราคาเต็มดวงแบบเป็นวิทยาศาสตร์ อันเป็นมรดกตกทอดมาจนปัจจุบัน









สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ 2411


เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งแรกซึ่งปรากฏหลักฐานการสังเกตในประเทศไทย พระองค์ทรงคำนวณตำแหน่งปรากฏที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 สุริยุปราคาจับคราสเต็มควงนานถึง 6 นาที 45 วินาที คราสครั้งนี้มีคณะนักดาราศาสตร์จากฝรั่งเศส และคณะของเซอร์แฮรี่เซ็นต์ ยอช ออร์ด ผู้ว่าราชการสิงคโปร์ เดินทางเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ ณ บริเวณหว้ากอด้วยเช่นกัน ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 วันนั้นท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบ ผู้สังเกตไม่สามารถเห็นสัมผัสแรกของสุริยุปราคาได้ เมฆมาจางหายไปตอนที่พระอาทิตย์ถูกบังไปบ้างแล้ว และท้องฟ้าเริ่มดีขึ้น ทำให้เห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาเค็มดวงชัดเจน จากนั้นเมฆก็มาปกคลุมอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ไม่เห็นสัมผัสสุดท้ายก่อนที่ดวงอาทิตย์จะสว่างเต็มดวง เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่คนทั่วไปเป็นอันมาก
สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ นับว่ามีความสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สุริยุปราคาของโลกทีเดียว เพราะนับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องสเปกโตรสโคป ศึกษาไคโรนาจากดวงอาทิตย์ และทำให้ค้นพบธาตุฮีเลียม ขณะเดียวกันความพิเศษของสุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้ก็คือ มีพวยแก๊สขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์เห็นชัดเจน เป็นพวยแก๊สใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า The Great Horn หรือเขาสัตว์ใหญ่นั่นเอง สำหรับพสกนิกรชาวไทย คราสครั้งนี้แสดงถึงพระราชปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์นักดาราศาสตร์ไทย พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย และถือเอาวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย และทางรัฐบาลได้จัดสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ขึ้น ณ ตำบลหว้ากอ เพื่อรำลึกถึงพระราชปรีชาสามารถในวงการดาราศาสตร์ ของพระองค์ท่านด้วย












สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2418


ปรากฏขึ้นในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2418 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พาดผ่านบริเวณแหลมเจ้าลาย จังหวัดเพชรบุรี เวลาจับคราสนาน 4.7 นาที ในครั้งนี้ไทยได้ต้อนรับคณะนักดาราศาสตร์จากอังกฤษ ที่เดินทางมาสร้างหอสังเกตการณ์สุริยุปราคา

สุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้จากการสืบค้นเอกสารโบราณยังไม่พบข้อมูลหรือภาพถ่ายมากเท่ากับสุริยุปราคาเต็มดวงสมัยรัชกาลที่ 4 แต่จากเอกสารบางชิ้นระบุว่า ผู้ที่ได้เคยเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2411 แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสุริยุปราคา พ.ศ. 2418 ลงความเห็นพ้องกันว่า สุริยุปราคา พ.ศ. 2411 มืดมัวกว่ามาก เมื่อเกิดสุริยุปราคา พ.ศ. 2418 เวลาคราสจับเค็มควง เห็นดาวไม่ถึง 4 ดวง สภาพท้องฟ้าปกคลุมด้วยหมอก ไม่มีเมฆ ทำให้เห็นแสงโคโรนาสว่างชัดดีกว่าครั้งก่อน สว่างเท่าๆ กับพระจันทร์วันเพ็ญ
เป็นที่น่าเสียดายที่เรายังไม่สามารถหาภาพถ่ายสุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2418 พบเลย พบเพียงภาพวาดลายเส้นแสดงโคโรนาของเจ้าชายทองหรือเจ้าชายกองทองก้อนใหญ่เท่านั้น ซึ่งกลายเป็นรูปประวัติศาสตร์ที่บรรดานักดาราศาสตร์ต่างนำไปศึกษาเรื่องของรูปแบบของโคโรนาได้เป็นอย่างดี











สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2472

ห่างจากการเกิดสุริยุปราคาครั้งที่แล้วอีก 54 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงก็มาปรากฏให้เห็นเหนือท้องฟ้าไทยอีกครั้ง ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 แนวทางคราสผ่านทางใต้ของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพร้อมด้วยพระราชินีไปทอดพระเนตรปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ ตำบลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จากการสืบค้นเอกสารจากกองจดหมายเหตุแห่งชาติพบภาพถ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์การเดินทางของคณะนักดาราศาสตร์จากเยอรมนี จากเมืองคีล มาจนถึง ตำบลโคกโพธิ์ และพระราชกรณียกิจในการเสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ค่อนข้างสมบูรณ์
มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องมือทดลอง ทุกขั้นตอนทำให้ได้เห็นความอุตสาหะพยายามของเหล่านักดาราศาสตร์ในยุคก่อน พ.ศ. 2493 ที่ยอมลงทุนเคลื่อนย้ายอุปกรณ์รอนแรมมาทางทะเล มาปักหลักสังเกตการณ์เพียงชั่วไม่กี่นาที อุปกรณ์ที่นำมานั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก เหมือนมาตั้งหอสังเกตการณ์อย่างถาวรกันทีเดียว สุริยคราสเกิดขึ้นเวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา ดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนเข้ามาบังดวงอาทิตย์และบังมิดในเวลา 13.43 นาฬิกา จับคราสอยู่นาน 5 นาที สุริยุปราคาเค็มดวงครั้งนี้ อาจเป็นครั้งท้าย ที่เราจะได้เห็นการแบกเครื่องมือหลายร้อยตันรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล ไปสังเกตตามที่ห่างไกล เพราะหลังจาก พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา ได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาโคโรนาของดวงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงอีกต่อไป











สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. 2498

เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว พาดผ่านประเทศไทยหลายจังหวัดบริเวณภาคกลาง ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2498 จากการรวบรวมข่าวหนังสือพิมพ์ในช่วงเวลาดังกล่าว พบว่า ไม่มีคณะนักดาราศาสตร์ยกทีมและอุปกรณ์ใหญ่ๆ เหมือนในอดีต มีเพียงคณะนักศึกษาและคณะของศาสตราจารย์ ชาลล์ เอช สไมลี แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์สหรัฐอเมริกา มีการตั้งคณะสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการที่ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุริยุปราคาเต็มดวง 20 มิถุนายน พ.ศ. 2498 คราสจับนานถึง 6 นาที 44 วินาที เห็นได้ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานี นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปราจีนบุรี กรุงเทพฯ ธนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นับเป็นคราสที่ประชาชนไทยมีโอกาสเห็นกันมากที่สุดและนานที่สุดอีกด้วย ในยุคนั้นประเทศไทยกำลังเริ่มพัฒนาเรื่องวิทยุกระจายเสียง สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมมือกับ สถานีวิทยุทดลอง 1 ป.ณ. ของแผนกช่างวิทยุ กองวิทยุกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกไปรษณีย์เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร ส่งวิทยุกระจายเสียงในขณะเกิดสุริยุปราคา เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นวันที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ได้ทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงพิเศษระหว่างเวลา 08.45 น. กับ 12.00 น. เพื่อสังเกตผลการรับฟังวิทยุกระจายเสียงขณะเกิดสุริยุปราคาขนาดคลื่น 4 ขนาด คือ
ความถี่ 1010 Kc (297 เมตร)
ความถี่ 4.75 Kc (63.1 เมตร)
ความถี่ 5.95 Kc (50.3 เมตร)
ความถี่ 7.03 Kc (42.6 เมตร) ในการส่งวิทยุกระจายเสียงพิเศษขณะเกิดสุริยุปราคาครั้งนี้ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ให้ความร่วมมือจัดส่ง นายระวี ภาวิไล ไปเป็นผู้บรรยายปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นนั้น และบรรยายเหตุการณ์เท่าที่สังเกตเห็นได้จากหลังคาตึกไปรษณีย์ อันเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุทดลอง 1 ป.ณ. พร้อมทั้งได้ตอบปัญหาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสุริยุปราคาและปรากฏการณ์ธรรมชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องให้แก่ผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงที่โทรศัพท์ถามมาอย่างมากมาย โดยมีนายปรีชา อมาตยกุล และนายเสงี่ยม เผ่าทองสุข กรรมการของสมาคม เป็นผู้ช่วยเหลือให้คำตอบอธิบายเพิ่มเติมอีกด้วย
ผลที่ได้รับ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจแก่ผู้ฟังวิทยุกระจายเสียง ทั้งในจังหวัดพระนคร ธนบุรีและในต่างจังหวัดเป็นอันมาก เพราะได้รับความรู้ใหม่ๆ ในทางวิทยาศาสตร์ และเข้าใจการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งนี้ดีขึ้น รวมทั้งพายุแม่เหล็ก (Magnetic Storm) และจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ที่ยังมีผลกระทบกระเทือนต่อการรับส่งวิทยุด้วย และการเล่าเหตุการณ์เท่าที่แลเห็นรวมในวันนั้นให้คนฟังทางวิทยุกระจายเสียง ได้ช่วยให้ผู้ฟังทั่วประเทศทราบความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสุริยุปราคาทุกระยะโดยตลอดเป็นอย่างดี เพราะในบางจังหวัดไม่สามารถจะแลเห็นดวงอาทิตย์ได้ เนื่องจากมีเมฆปิดบังและฝนตกและบางจังหวัดก็เห็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของสุริยุปราคาเท่านั้น คือ ไม่เห็นมืดเต็มดวง































































































































































































































































































































































































1 ความคิดเห็น: